ถาม-ตอบ
 
พบทั้งหมด 101 รายการ
Q : ช่วงนี้ใกล้ฤดูร้อนแล้ว แสงแดดก็แรงเหลือเกิน จึงอยากขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเลือกซื้อและวิธีใช้ครีมกันแดดอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดค่ะ

A : การทาครีมกันแดดเป็นวิธีปกป้องผิวที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เพียงแต่ว่าคุณอาจจะยังไม่ทราบถึงวิธีการเลือกซื้อหรือวิธีใช้อย่างถูกต้อง ก่อนอื่นเราควรมาทำความรู้จักกับแสงแดดกันก่อนค่ะ...

ในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งแบ่งเป็น รังสียูวีเอ และ รังสียูวีบี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา และ ทำให้เกิดฝ้า กระ ผิวไหม้ แสบแดงและอักเสบได้หากตากแดดเป็นเวลานาน นอกจากนี้หากได้รังสีทั้งสองชนิดมากเกินไปจะทำให้เซลล์ผิวหนังตาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย ทีนี้มาถึงวิธีเลือกซื้อครีมกันแดดกันบ้าง... 
1. ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นภาษาไทย แสดงชื่อและประเภทของผลิตภัณฑ์ ชื่อและปริมาณ ส่วนประกอบสำคัญ ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือน ค่ะ 
2. ควรพิจารณาเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงรังสีทั้งยูวีเอและยูวีบีเป็นองค์ประกอบ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย และปกป้องไม่ให้ผิวดำคล้ำหรือเกิดการอักเสบจากการถูกแดดเผาได้ 
3. ควรเลือกซื้อครีมกันแดดบอกค่าป้องกันแสงแดด (SPF- Sun Protection Factor) เช่น SPF 12, 15 หรือ 30 เป็นต้น และควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่หรือต้องได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ควรเลือกซื้อค่าที่สูง เช่น SPF 15 หรือมากกว่านั้น 
4. กรณีต้องการป้องกันแสงแดดขณะว่ายน้ำควรเลือกชนิดที่กันน้ำ (Water resistance) ถ้าใช้ขณะอากาศร้อนมากเหงื่อออกง่าย หรือป้องกันแสงแดดเมื่อเล่นกีฬา ควรเลือกชนิดทนต่อเหงื่อ (Sweat resistance)

อนึ่ง การใช้ครีมกันแดดเป็นเพียงการปกป้องผิวจากแสงแดดวิธีหนึ่งเท่านั้นนะคะ ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-16.00 น. แต่หากใครไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรถูกแสงแดดนานเกิน 20 นาที และควรทาครีมก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาทีนะคะเพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดที่ผิวได้ดี และหากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานก็ควรทาซ้ำทุก 1- 2 ชั่วโมงค่ะ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิวจากแสงแดดค่ะ อ้อ..อีกประการหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การทดสอบการแพ้ก่อนใช้เครื่องสำอางค่ะ โดยก่อนใช้เครื่องสำอางใดๆ ขอให้ทดสอบโดยทาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นๆในปริมาณเล็กน้อยที่ท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใดๆ แสดงว่าใช้ได้ค่ะ

Q : ผมเห็นข่าวที่มีคนใช้ยาย้อมผมที่ทำมาจากลูกยอแล้วเกิดอาการแพ้ จนหน้าตาบวม มีตุ่มน้ำเหลืองขึ้น น่ากลัวมาก ทำให้ผมรู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันเพราะผมก็เป็นคนที่ย้อมผมบ่อย เลยอยากขอคำแนะนำวิธีเลือกซื้อยาย้อมผมที่ปลอดภัยจาก อย. จะได้ไหมครับ

A : ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ย้อมผม หรือที่เรียกกันติดปากว่า ยาย้อมผม นั้น จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางควบคุม โดยผู้ใช้ควรให้ความสำคัญในเรื่องการเลือกซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูงจึงไม่ควรใช้บ่อยหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน และควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะบริเวณที่ใช้เป็นบริเวณที่ใกล้กับดวงตา อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้อย่างร้ายแรง หรืออาจถึงขั้นตาบอดได้ ที่สำคัญห้ามนำไปใช้ย้อมขนคิ้วหรือขนตาเด็ดขาด และเนื่องจากเป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูงอย่างที่เกริ่นไว้แล้ว ดังนั้น จึงควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ด้วยนะคะ โดยผสมครีมย้อมและน้ำยาย้อมผมในขนาดเท่าๆกัน ป้ายลงบนท้องแขนด้านในหรือหลังติ่งหู ทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น แสดงว่าไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์นั้น สำหรับวิธีการเลือกซื้อต้องสังเกตที่ฉลากภาษาไทยซึ่งจะต้องมีรายละเอียดครบถ้วน อาทิ ชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้าชัดเจน ระบุประเภทและชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต(กรณีผลิตในประเทศ) ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า/ชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต(กรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า) ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต เดือน/ปีหรือปี/เดือนที่ผลิต เดือน/ปีหรือปี/เดือนที่หมดอายุสำหรับกรณีที่เป็นเครื่องสำอางที่มีอายุการใช้น้อยกว่า 30 เดือน คำเตือน(ถ้ามี) เป็นต้นค่ะ

สำหรับคนที่ไม่มีอาการแพ้ก็ควรปฏิบัติตามวิธีใช้บนภาชนะบรรจุอย่างเคร่งครัดนะคะ อ้อ..แล้วอย่าลืม เวลาย้อมผมก็ควรสวมถุงมือด้วยนะคะ และขอแนะนำว่าไม่ควรย้อมผมขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผลหรือเป็นโรคผิวหนัง รวมทั้งไม่ควรปล่อยให้สีย้อมผมอยู่บนศีรษะนานเกินไปค่ะ หลังจากย้อมผมแล้วให้สระผมให้สะอาดและไม่ควรเกาศีรษะแรงๆ แต่หากใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมแล้วมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น แสบ ร้อน แดง ต้องหยุดใช้ทันที แล้วล้างออกด้วยน้ำ และรีบนำซอง ฉลาก กล่องผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไปปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

Q : อยากให้ อย. ควบคุมคุณภาพ และสุ่มตรวจเครื่องกรองน้ำหยอดเหรียญ หากพบเครื่องที่สกปรก ไม่ได้มาตรฐาน ให้แจ้งและเอาผิดต่อผู้รับผิดชอบ ทุกวันนี้ประชาชนอยู่อย่างเสี่ยง ไม่มีหลักประกันความมั่นใจในการบริโภคเลย ?

A : ปัจจุบันเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญมีกระจายอยู่ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมากกว่า 3,000 เครื่อง โดยเฉพาะในเขตชุมชน ทำให้การบริโภคน้ำดื่มจากเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับน้ำดื่มบรรจุขวดหรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท และเชื่อว่ามีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่ให้ความมั่นใจในคุณภาพหรือมาตรฐานของน้ำดื่มที่ผลิตจากตู้หยอดเหรียญ ซึ่งในเรื่องนี้ อย.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพหรือมาตรฐานของน้ำบริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งหน่วยเคลื่อนที่เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวัดคุณภาพหรือมาตรฐานจากเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญ หากผลการพิสูจน์จากตัวอย่างน้ำที่เก็บมาพบว่า น้ำบริโภคนั้นไม่มีคุณภาพหรือมาตรฐาน พบสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ สามารถดำเนินการทางกฎหมาย โดยในกรณีการจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากน้ำบริโภคจัดเป็นอาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ขอย้ำว่า ตัวน้ำบริโภคที่ได้จากตู้หยอดเหรียญเท่านั้นที่อยู่ในความดูแลจาก อย. อย่างไรก็ตาม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่รับผิดชอบในการกำหนดมาตรการควบคุมดูแลเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญเพื่อให้สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับผลข้างเคียงจากการบริโภคน้ำจากเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญ สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชั้น 1 ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ สายด่วน อย.1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th เพื่อ อย.จะได้ติดตามตรวจสอบและดำเนินการกับผู้ประกอบการเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญต่อไปค่ะ

Q2: ทาง อย.ได้ระบุหมายเลขของเครื่องสำอางควบคุมสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่จดแจ้ง แต่ระบุในเอกสารว่าห้ามนำเลขนี้ไปใช้ในการโฆษณาใดๆ แต่สามารถระบุหมายเลข อย. ได้เฉพาะเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ซึ่งมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเท่านั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

A2: ในการจดแจ้งเครื่องสำอางจะมีเลขที่แจ้งของแต่ละผลิตภัณฑ์(แต่ละคำขอ) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำเลขที่แจ้งนี้ ไประบุที่ฉลากเครื่องสำอางได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ประกอบการว่าจะระบุบนฉลากเครื่องสำอางหรือไม่ แต่เลขที่รับแจ้งดังกล่าวไม่ให้นำไปโฆษณา เนื่องจากยังไม่ได้มีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ (หมายถึงต้องถูกตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงฉลากสรรพคุณและการโฆษณา) สำหรับการระบุเครื่องหมาย อย.บนฉลากเครื่องสำอางควบคุมพิเศษนั้น ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และขณะนี้กฎหมายกำหนดให้เครื่องสำอางทุกประเภทจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 โดยกฎหมายได้กำหนดให้ต้องมาจดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่สถานที่ผลิตนั้นตั้งอยู่

สำหรับผู้บริโภค ขอแนะนำให้พิจารณาและดูข้อความที่ฉลากเครื่องสำอางให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ คือ ชื่อเครื่องสำอางและชื่อการค้าของเครื่องสำอาง/ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง/ ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง / วิธีใช้ / ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต กรณีผลิตในประเทศ, ชื่อและที่ตั้งผู้นำเข้าและชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต กรณีนำเข้า / ปริมาณสุทธิ/เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต/เดือน ปี ที่ผลิต หรือปี เดือนที่ผลิต/เดือน ปี ที่หมดอายุ หรือปี เดือน ที่หมดอายุ ระบุเฉพาะกรณีที่เป็นเครื่องสำอางที่มีอายุการใช้น้อยกว่า 30 เดือน(กรณีที่มีส่วนผสมของ HYDROGEN PEROXIDE เช่น ผลิตภัณฑ์ยาย้อมผม ยืดผม ดัดผม เป็นต้น) และคำเตือน(ถ้ามี) ทั้งนี้ หากผู้บริโภคเกิดปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบเป็นอันดับแรก เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับฉลากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และรู้วิธีเลือกซื้อกันไปแล้วอย่าลืมนำไปใช้ด้วยนะคะ

Q1: ทำไมเวลา อย.โฆษณาให้ผู้บริโภคดูเครื่องหมาย อย. ก่อนซื้อเครื่องสำอาง แต่มิให้ผู้ผลิตระบุเลข อย. ลงบนฉลาก และป้ายโฆษณา ทำให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางเสียผลประโยชน์ และเป็นการเอื้อประโยชน์แก่สินค้าต่างประเทศ

A1: ก่อนอื่นต้องขอแจ้งให้ทราบก่อนว่า อย.ไม่เคยประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาให้เลือกซื้อเลือกใช้เครื่องสำอางโดยดูเครื่องหมาย อย.บนฉลาก อีกทั้งมิได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคดูเฉพาะเครื่องหมาย อย. ก่อนซื้อเท่านั้น แต่ให้ผู้บริโภคพิจาณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยการอ่านฉลากเพราะฉลากจะมีข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

Q : ขั้นตอนการขอ อย. สำหรับอาหารยากหรือไม่ ต้องทำอย่างไร

A : การขอหนังสือรับรองการอนุญาตการผลิตและนำเข้าอาหารทำได้ไม่ยาก เพียงเตรียมเอกสารให้พร้อมและปฏิบัติตามขั้นตอน ในเบื้องต้นกรุณายื่นแบบสอบถามประเภทอาหาร โดยสามารถดาวน์โหลดแบบสอบถามเกี่ยวกับอาหาร (สอบถามประเภทอาหาร) ได้ในเว็บไซต์ของสำนักอาหาร จำนวน 2 ชุด และพิมพ์รายละเอียดในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน  และลงลายมือชื่อจริงทุกฉบับ ช่องว่างใดที่ไม่สามารถพิมพ์ข้อมูลได้หมดให้พิมพ์ “ตามเอกสารแนบ” และแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง  เช่น  สูตร ส่วนประกอบ  กรรมวิธีการผลิต  เป็นต้น  โดยเอกสารต้องส่งมาจากผู้ผลิต (ฉบับจริงหรือสำเนาก็ได้) เมื่อจัดเตรียมเอกสารครบถ้วนแล้ว ให้มายื่นได้ที่เคาน์เตอร์ช่อง 23-24 ณ ศูนย์บริการผลิตภัณฑ์สุขภาพเบ็ดเสร็จ  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (หมายเหตุ URL ของแบบฟอร์ม คือ  http://iodinethailand.fda.moph.go.th/P-FOOD/form.php)

Q : การขออนุญาต อย. มีขั้นตอนอย่างไร

A : การขออนุญาตรับเลขสารบบอาหารแบ่งการขออนุญาตเป็น 2 ส่วน ได้แก่

         1.1) ส่วนของสถานประกอบการ

 กรณีสถานที่ผลิตที่เข้าข่ายโรงงาน หมายถึง สถานที่ผลิตที่มีการใช้เครื่องจักรกำลังรวม

ตั้งแต่ 5 แรงม้า หรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่ 5 แรงม้าขึ้นไป หรือใช้คนงานตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป

โดยใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็ตาม ให้ยื่นคำขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร (แบบ อ.1)

 กรณีสถานที่ผลิตไม่เข้าข่ายโรงงาน หมายถึง สถานที่ผลิตที่มีการใช้เครื่องจักรกำลังรวม

น้อยกว่า 5 แรงม้า และใช้คนงานน้อยกว่า 7 คน ให้ยื่นคำขอรับเลขสถานที่ผลิตอาหารที่

ไม่เข้าข่ายโรงงาน (แบบ สบ.1)

 กรณีสถานที่นำเข้า ให้ยื่นคำขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร (แบบ อ.6)

         1.2) ส่วนของผลิตภัณฑ์ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์http://iodinethailand.fda.moph.go.th/P-FOOD/index.php

              ภาษาอังกฤษ สามารถดูได้ในหัวข้อ  English Version

Q : ถ้าสถานที่ผลิตอาหารตั้งอยู่ต่างจังหวัด และมีการผลิตอาหารประเภทที่มอบอำนาจ/ไม่มอบ อำนาจ ให้จังหวัดดำเนินการอนุญาตได้ จะต้องขออนุญาตที่ใด

A : การขออนุญาตเกี่ยวกับสถานที่ผลิตอาหาร สามารถขออนุญาตต่อสำนักงานคณะกรรมการ

    อาหารและยาโดยตรง หรือขออนุญาตผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะเป็นผู้พิจารณาอนุญาต สำหรับการขออนุญาตในส่วนของผลิตภัณฑ์อาหาร ถ้าเป็นประเภทอาหารที่มอบอำนาจให้จังหวัดดำเนินการอนุญาตได้ให้ยื่นต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดโดยตรง แต่ถ้าเป็นประเภทอาหารที่ไม่ได้มอบอำนาจให้จังหวัดดำเนินการอนุญาตได้ ต้องยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งอาจยื่นผ่านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้

Q : เครื่องสำอางที่มีเลขที่จดแจ้งแล้วนั้น แปลว่าผ่านการตรวจสอบจาก อย. แล้วว่าไม่มีสารอันตราย ใช้แล้วจะไม่เกิดอาการแพ้ใช่หรือไม่

A : ไม่ใช่  เพราะในการจดแจ้งเครื่องสำอางนั้นเป็นการชี้แจงรายละเอียดส่วนผสมในเครื่องสำอางเท่านั้น หากไม่มีสารต้องห้ามจาก อย. ก็สามารถขึ้นทะเบียนได้

Q : เครื่องสำอางมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่

A : 3 ปี และขึ้นอยู่กับการเก็บรักษาด้วย หากเก็บไว้ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมก็อาจเสี่อมคุณภาพเร็ว

Q : ปัญหาที่พบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ขายในท้องตลาดมีอะไรบ้าง

A : 1) เครื่องสำอางทาสิว ฝ้า อ้างว่าทำให้หน้าขาว มีการลักลอบผสมสารห้ามใช้

     2) เครื่องสำอางที่ไม่มีฉลากภาษาไทย เพราะอาจเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัย ไม่แจ้งหรือปกปิดข้อมูลที่จำเป็นในการตัดสินใจซื้อ หรือใช้เครื่องสำอางนั้น เช่น แหล่งผลิต แหล่งนำเข้า เดือนปีที่ ผลิต วิธีใช้ คำเตือน

     3) โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น “กำจัดฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวขาวขึ้นภายใน 14 วัน” “ปากสะอาด แก้ปัญหากลิ่นปาก รำมะนาด เหงือกบวม” หรือ “หยุดผมร่วง สร้างเส้นผมใหม่”

Q : อันตรายจากสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางทาสิวฝ้า หน้าขาว มีอย่างไร

A : อันตรายอาจเกิดขึ้นได้  หากใช้เครื่องสำอางที่ลักลอบผสมสารห้ามใช้

  • เครื่องสำอางที่ผสมไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย
  • เครื่องสำอางที่ผสมสารประกอบของปรอท  ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบ
  • เครื่องสำอางที่ผสมกรดเรทิโนอิก หรือ กรดวิตามินเอ ใช้แล้วหน้าแดง ระคายเคือง แสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
Q : การเลือกซื้อเครื่องสำอางให้ปลอดภัย ทำอย่างไร

A : 1) ซื้อเครื่องสำอางจากร้านค้าที่มีหลักแหล่งแน่นอน เชื่อถือได้ เพราะหากเกิดปัญหาสามารถติดต่อผู้รับผิดชอบได้

      2)  ซื้อเครื่องสำอางที่มีฉลากภาษาไทย โดยระบุข้อความที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ชัดเจน ได้แก่ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง  เลขที่ใบรับแจ้ง  สารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีการใช้ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือนำเข้า ปริมาณสุทธิ  เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต  เดือนปีที่ผลิต เลขที่ใบรับแจ้ง และคำเตือน (ถ้ามี)

      3) ซื้อเครื่องสำอางที่มีภาชนะบรรจุหีบห่ออยู่ในสภาพดีไม่แตกรั่ว และมีการเก็บรักษาอย่างดี ไม่อยู่ในที่ร้อนชื้นหรือโดนแสงแดด

      4) อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง

Q : มีข้อแนะนำในการเลือกใช้เครื่องสำอางอย่างไร เพื่อให้เกิดความปลอกภัย

A : 1) อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ให้ละเอียด โดยเฉพาะวิธีใช้และคำเตือน

      2) ควรมีการทดสอบการแพ้ก่อนใช้ โดยการทาเครื่องสำอางในปริมาณเล็กน้อย ที่บริเวณท้องแขนแล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติแสดงว่าสามารถใช้ได้ แต่หากใช้แล้วผิดปกติ ให้หยุดใช้ทันที

      3) อย่าแบ่งปันหรือใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจเกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

      4) หากใช้เครื่องสำอางใดแล้ว มีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ครั้งแรก หรือใช้มานานแล้วก็ตาม ต้องหยุดใช้ทันที และรีบไปพบแพทย์

Q : เลขที่ใบรับแจ้งบนฉลากเครื่องสำอาง แสดงถึงอะไร

A : เลขที่ใบรับแจ้ง XX-X-XXXXXXX เป็นเลขที่ภาครัฐออกให้เมื่อผู้ประกอบการมาแจ้งรายละเอียดเครื่องสำอางกับ อย หรือ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เป็นเลข 10 หลัก ตัวอย่างเช่น 10 -1-5300001 หมายถึง เครื่องสำอางจดแจ้งที่ อย. ผลิตในประเทศ จดแจ้งเมื่อปี พ.ศ. 2553 โดยจดแจ้งเป็นลำดับที่ 1 

Q : การตรวจสอบเลขที่ใบรับแจ้งจะตรวจสอบได้อย่างไร

A : ท่านสามารถสืบค้นข้อมูลได้จาก ORYOR SMART APPLICATION เมนู ตรวจเลขที่ใบรับแจ้งเครื่องสำอาง หรือทางเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th เลือกเมนูด้านซ้าย หัวข้อสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์ เลือกหัวข้อเครื่องสำอาง เลือกหัวข้อข้อมูลรับแจ้งรายละเอียดเครื่องสำอาง เลือกหัวข้อค้นจากเลขที่แจ้ง (รูปแบบ XX-X-XXXXXXX) และใส่เลขที่ใบรับแจ้ง 10 หลัก แล้วเลือกค้นหา ข้อมูลของเครื่องสำอางที่มีเลขที่ใบรับแจ้งดังกล่าวจะปรากฏออกมา ถ้าข้อมูลของเครื่องสำอางที่จะซื้อกับที่ปรากฏในฐานข้อมูลของ อย. ตรงกัน ก็จะมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง ผู้ผลิต/ผู้นำเข้ามีตัวตนและมาแจ้งข้อมูลเบื้องต้นของผลิตภัณฑ์ไว้กับ อย. แล้ว

นอกจากนี้หากต้องการค้นจากชื่อผู้ประกอบการ ค้นจากชื่อเครื่องสำอาง ค้นจากชื่อการค้า (ชื่อยี่ห้อ)

ก็สามารถทำได้ โดยเลือกหัวข้อดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วใส่รายละเอียดที่ต้องการค้นหาลงไป แต่ต้องพิมพ์ให้ถูกต้อง ครบถ้วน โดยชื่อเครื่องสำอางหรือชื่อการค้าให้กรอกให้ถูกต้องครบถ้วน ถ้าเป็นชื่อภาษาอังกฤษให้ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ จากนั้นเลือก ค้นหา หากมีข้อมูลในฐานข้อมูลของ อย. ข้อมูลก็จะปรากฏออกมา

Q : สามารถตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ทางใดบ้าง

A : สามารถตรวจสอบหรือสืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา    (อย.)  www.fda.moph.go.th คลิกแบนเนอร์ “สืบค้นข้อมูลผลิตภัณฑ์” เลือกประเภทผลิตภัณฑ์ที่ต้องการตรวจสอบ 

Q : สอบถามข้อมูลการขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามได้ทางโทรศัพท์หรือไม่ หมายเลขอะไร

A : สอบถามข้อมูลการขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ ติดต่อได้ที่...

  1. สำนักอาหาร  โทร. 0 2590 7442 , 0 2590 7443
  2. สำนักยา       โทร. 0 2590 7439
  3. กองควบคุมเครื่องมือแพทย์       โทร. 0 2590 7438
  4. กลุ่มควบคุมเครื่องสำอาง         โทร. 0 2590 7441
  5. กลุ่มควบคุมวัตถุอันตราย         โทร. 0 2590 7440
Q : หากต้องการแจ้งให้ตรวจสอบหรือร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่คาดว่าจะไม่ปลอดภัยสามารถแจ้งได้ที่หน่วยงานใด

A : แจ้งได้ที่สายด่วน อย. โทร 1556

Q : สายด่วน อย. โทร. 1556 เปิดให้บริการทุกวันหรือไม่

A : สายด่วน อย. โทร. 1556 เปิดให้บริการวันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น. ส่วนวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ มีระบบฝากข้อความ ซึ่งเมื่อถึงเวลาทำการ เจ้าหน้าที่จะเปิดฟังและบันทึกเพื่อดำเนินการต่อไปทันที