ถาม-ตอบ
 
พบทั้งหมด 101 รายการ
Q : ผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกประเภทที่ผ่าน อย. แล้ว จะแสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลากหรือไม่

A : ผลิตภัณฑ์สุขภาพแต่ละประเภท หากผ่านการขออนุญาตกับ อย. แล้ว บนฉลากจะแสดงสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการได้รับอนุญาตจาก อย. แล้วต่างกัน ได้แก่

 - ผลิตภัณฑ์อาหาร จะแสดงเลขสารบบอาหาร (ตัวเลข 13 หลัก) ในกรอบเครื่องหมาย อย.

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายไม่กำหนดให้ต้องขอเลข อย. (เลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย.) แต่สถานที่ผลิตต้องผ่านหลักเกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยสามารถยื่นขอเลข อย. ได้หากต้องการแสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลาก

- ผลิตภัณฑ์ยา จะแสดง "เลขทะเบียนตำรับยา" โดยมีข้อความ "ทะเบียนยาเลขที่...." หรือ "Reg.       No. ...." ซึ่งจะแสดงเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษตามด้วยตัวเลขลำดับที่ขึ้นทะเบียนทับปี พ.ศ.

- ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง จะแสดงเลขที่ใบรับแจ้ง โดยกำหนดให้เป็นเลข 10 หลัก ตัวอย่างเช่น
  10-1-52xxxxx  และห้ามนำเลขที่ใบรับแจ้งมาใส่ในกรอบเครื่องหมาย อย. 

- ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์
ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์แบ่งระดับการควบคุมตามระดับความเสี่ยงเป็น 3 ประเภท
1.    เครื่องมือแพทย์ที่ต้องมีใบอนุญาต ได้แก่ ถุงยางอนามัย ถุงมือยางสำหรับศัลยกรรม ชุดตรวจเชื้อ HIV คอนแทคเลนส์ ต้องมีเครื่องหมาย อย. บนฉลาก
ผ. หมายถึง ผลิต   น. หมายถึง นำเข้า
2.    เครื่องมือแพทย์ที่ต้องแจ้งรายการละเอียด ได้แก่ เครื่องที่ใช้เพื่อกายภาพบำบัด เครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในร่างกาย เต้านมเทียมซิลิโคน ไม่ต้องมีเครื่องหมาย อย. บนฉลาก แต่ต้องมี “เลขที่ใบรับแจ้ง”
3.    เครื่องมือแพทย์ทั่วไป ได้แก่ เครื่องมือแพทย์ที่นอกเหนือจากนี้ เช่น เตียงผ่าตัด เครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องตรวจวัดความดันโลหิต เป็นต้น ไม่ต้องแสดงเครื่องหมาย อย. หรือเลขที่ใบรับแจ้งบนฉลาก 
 - ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือน   อย. กำหนดให้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้บางกลุ่มต้องมีเครื่องหมาย อย. แสดงบนฉลาก โดยในเครื่องหมาย อย. ประกอบด้วยอักษรย่อ วอส. 
(วัตถุอันตรายที่ใช้ทางสาธารณสุข) ตามด้วยเลขทะเบียนทับปี พ.ศ. ตัวอย่างเช่น     แต่ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนบางกลุ่มได้รับการยกเว้นไม่ต้องแสดงเครื่องหมาย อย. ได้แก่ ก้อนดับกลิ่น/ลูกเหม็น ผลิตภัณฑ์ลบหรือแก้คำผิดที่มีน้ำเป็นตัวทำละลาย เทปลบคำผิด และน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) แต่ต้องมีเลขที่ใบรับแจ้งทับปี พ.ศ. ตัวอย่างเช่น เลขที่รับแจ้ง xxx/xxxx

 

Q : วิธีสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร

A : แสดงฉลากภาษาไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ชื่ออาหาร

2. เลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. 

3. ชื่อที่อยู่ผู้ผลิต หรือชื่อที่อยู่ผู้นำเข้า

4. ปริมาณสุทธิ

5. ส่วนประกอบของอาหาร

6. กรณีที่มีการใช้ “วัตถุกันเสีย” “เจือสีธรรมชาติ” “เจือสีสังเคราะห์” “ใช้.......เป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร” “ใช้.......เป็นวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล” “แต่งกลิ่นธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นสังเคราะห์” “แต่งรสธรรมชาติ” หรือ “แต่งรสเลียนธรรมชาติ” ให้แสดงข้อความการใช้สารดังกล่าวบนฉลาก

7. แสดงวันเดือนและปีที่ผลิต เดือนและปีที่ผลิต วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค
ด้วยข้อความว่า “ผลิต” “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน” กำกับไว้แล้วแต่กรณี ได้แก่

-  แสดงวันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค (สำหรับอาหารเก็บไว้ไม่เกิน 90 วัน)

-  แสดงเดือนและปีที่ผลิต หรือ วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค (สำหรับอาหารที่เก็บไว้ได้เกิน 90 วัน)

-  แสดงวันเดือนและปีที่ผลิต และวันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค (สำหรับอาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด)

8. คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี)

Q : วิธีสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ยา

A : ผลิตภัณฑ์ยาจะไม่มีเครื่องหมาย อย. บนฉลาก แต่ผลิตภัณฑ์ยาที่ผ่านการขออนุญาตจาก อย. แล้ว ฉลากจะแสดงรายละเอียด ดังนี้

  1. ชื่อยา
  2. เลขทะเบียนตำรับยา เช่น ทะเบียนยาเลขที่ 1A 9999/46  
  3. ปริมาณของยาที่บรรจุ
  4. ชื่อและปริมาณหรือความแรงของสารออกฤทธิ์อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของยาซึ่งจะต้องตรงตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา
  5. เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ยา
  6. ชื่อผู้ผลิตยาและจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยา
  7. วัน เดือน ปี ที่ผลิตยา
  8. แสดงข้อความตามประเภทของยา ได้แก่ “ยาอันตราย” “ยาควบคุมพิเศษ” “ยาใช้ภายนอก” “ยาใช้เฉพาะที่” “ยาสามัญประจำบ้าน” หรือ“ยาสำหรับสัตว์” แล้วแต่กรณี
  9. แสดงวัน เดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ ด้วยข้อความว่า “ยาสิ้นอายุ”
Q : วิธีสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

A : ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางไม่มีเครื่องหมาย อย. บนฉลาก แต่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ผ่านการขออนุญาตจาก อย. แล้ว ฉลากจะต้องแสดง เลขที่ใบรับแจ้ง ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง วิธีใช้เครื่องสำอาง ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต (กรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า) ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต เดือน ปีหรือปี เดือนที่ผลิต เดือน ปีหรือปี เดือนที่หมดอายุ ในกรณีที่เครื่องสำอางมีอายุการใช้น้อยกว่า 30 เดือน คำเตือน (ถ้ามี) เป็นต้น

Q : โฆษณา “ยา” ผิดกฎหมาย โอ้อวด เกินจริงหรือไม่ ดูอย่างไร

A :  โฆษณายาทางสื่อต่าง ๆ ต้องได้รับการพิจารณาและอนุญาต จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน แล้วจึงจะสามารถโฆษณาได้ ซึ่งจะมีการกลั่นกรองมิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยยา เช่น การโฆษณาโอ้อวด  เกินจริง หายขาด ฉะนั้น ให้ผู้บริโภค ดูเลขที่ใบอนุญาตโฆษณา ฆท …. / 25.. ก่อน

Q : “ยา” ผ่านการพิจารณา จาก อย. หรือยัง ดูที่ไหน

A :  หากดูที่แผงยา หรือข้างกล่อง จะพบเลขทะเบียนยา (Reg.No.) ตามด้วยตัวเลข เช่น 1A 234/45

1A หมายถึง ยาสำหรับมนุษย์ โดยเป็นยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาเดี่ยว (ตัวยาสำคัญที่ออกฤทธิ์มีเพียงตัวเดียว) ผลิตในประเทศไทย

(1 หมายถึงยาเดี่ยว กรณีที่เป็นยาสูตรผสมตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปจะเป็นเลข 2, A หมายถึง ยาสำหรับมนุษย์ ที่เป็นยาแผนปัจจุบันผลิตในประเทศไทย เลข 234/45 หมายถึง ขึ้นทะเบียนตำรับยาในลำดับที่ 234 ของปี พ.ศ. 2545)

Q : ยาที่ระบุ ทะเบียน บภ. หมายถึงอะไร

A :  ทะเบียน บภ. เป็นทะเบียนของผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมไทย ไม่ใช่เลขทะเบียนตำรับยาแผนโบราณ ดังนั้น ยาดังกล่าวจึงไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจาก อย. ไม่สามารถผลิตและจำหน่ายทั่วไปได้ เว้นแต่จะใช้สำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายที่อยู่ในการดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมไทย

Q : ยาแผนโบราณ สามารถรักษาโรคมะเร็ง อัมพาต เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ได้หรือไม่

A : ไม่ได้ เพราะโรคดังกล่าวเป็นโรคเรื้อรัง และเป็นโรคที่รัฐมนตรีประกาศห้ามโฆษณา นอกจากนี้ มักพบว่ายาดังกล่าวลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบันเข้าไป เช่น ยาสเตียรอยด์ ซึ่งถ้าไม่ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค เช่น ทำให้กระเพาะทะลุ กระดูกพรุน กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นต้น

Q : การฉีด สารกลูตาไธโอน เพื่อช่วยให้ผิวขาวมีอันตราย หรือไม่

A : ยาฉีดกลูตาไธโอน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผิวขาว สรรพคุณของยา คือใช้รักษาผู้ป่วยจำพวกโรค พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ แต่มีการนำเอาผลข้างเคียงที่ทำให้เม็ดสีผิวเปลี่ยนจากน้ำตาลดำ เป็นชมพูขาว จึงมีการลักลอบนำมาฉีดเพื่อความงาม แต่หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เม็ดสีผิวและเม็ดสีที่จอประสาทตาลดลง ทำให้แพ้แสงง่าย เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง เสี่ยงต่อการมองเห็น อาจถึงขั้นตาบอดได้ ทั้งนี้ อย. ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนตำรับยาฉีดกลูตาไธโอนแต่อย่างใด 

Q : การฉีด คอลลาเจน และฟิลเลอร์ มีอันตรายหรือไม่ อย่างไร

A : อย. ยังไม่มีการขึ้นทะเบียนตำรับยา สำหรับยาฉีดคอลลาเจน เนื่องจากเป็นสารที่ไม่มีการรับรองความปลอดภัยในการฉีด ที่สำคัญ มักมีการลักลอบฉีดจากผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ที่เรียกกันว่า “หมอกระเป๋า” จะมีอันตรายอย่างมาก อาจทำให้เป็นจ้ำเลือด หน้าบวมเขียว หรือเป็นก้อนนูน ผิวหนังตาย ตาบอด หรือเกิดการแพ้ ช็อค ถึงขั้นเสียชีวิตได้ สำหรับสารฟิลเลอร์ มีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องเพียงชนิดเดียว คือ ไฮยาลูรอนิก แอซิด ซึ่งเป็นการนำมาใช้ ทางการแพทย์เพื่อรักษาความพิการเท่านั้น

Q : การฉีด โบท็อกซ์ มีอันตรายหรือไม่ อย่างไร

A : ถ้าฉีดโบท็อกซ์กับหมอเถื่อน หรือฉีดในที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายทั้งสิ้น ซึ่งอาจมีผลข้างเคียงต่ออาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณที่ฉีด อาจทำให้หนังตาตก แสดงอารมณ์ทางใบหน้าไม่ได้ ไม่เพียงเท่านี้ ยังเป็นการเสียเงินโดยใช่เหตุ แถมยังเสี่ยงอันตรายอีกด้วย

Q : จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้ง ที่มีน้ำมูก ไอ หรือเจ็บคอ??

A : หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเมื่อเป็นหวัด มีอาการเจ็บคอ น้ำมูกไหล เสียงแหบ มีเสมหะ ต้องกินยาปฏิชีวนะซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการของโรคหวัด ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนยาปฏิชีวนะใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไม่ใช่ยาแก้อักเสบอย่างที่หลายคนเรียกกันด้วย

    การรักษาโรคหวัด ควรรักษาตามอาการ เช่น

  • ถ้าเป็นไข้ ก็กินยาลดไข้ (เช่น พาราเซตามอล) หรือเช็ดตัวให้ไข้ลด
  • ถ้ามีน้ำมูกมาก อาจล้างรูจมูกด้วยน้ำสะอาด เพื่อให้จมูกรู้สึกโล่งขึ้น
  • ถ้าคัดจมูก อาจกินยาเพื่อบรรเทาอาการคัดจมูก
  • ถ้ามีอาการเจ็บคอ เสียงแหบหรือไอ ควรลดการใช้เสียง ดื่มน้ำอุ่น อาจกินยาฟ้าทะลายโจร เพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ หรืออมยาอมมะแว้ง เพื่อให้ชุ่มคอ
  • หากไอมาก อาจใช้ยาแก้ไอช่วยบรรเทาอาการ 
Q : การกินยาปฏิชีวนะให้ได้ผลและปลอดภัย ควรปฏิบัติอย่างไร

A : 1) เมื่อจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง โดยกินยาให้ครบตามขนาด และระยะเวลาที่กำหนดอย่างเคร่งครัด เช่น กินก่อนอาหาร (เพราะยาจะออกฤทธิ์ดีตอนท้องว่าง การกินยาก่อนอาหารคือต้องกินก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที) หรือกินหลังอาหาร และกินติดต่อกันให้ครบกำหนดภายใน 5-7 วัน มิเช่นนั้น อาจไม่ได้ผลการรักษา หรือเกิดเชื้อดื้อยาได้

     2) อย่าแบ่งยาให้ผู้อื่น เพราะจะทำให้ทั้งเราและผู้อื่นกินยาไม่ครบตามขนาด และอาจรักษาไม่ตรงอาการ

     3) อย่าเก็บไว้กินครั้งต่อไป เพราะยาอาจหมดอายุ หรืออาจเป็นเชื้อชนิดอื่นที่ไม่สามารถใช้ยานี้รักษาได้

     4) อย่าใช้ยาปฏิชีวนะตามที่คนอื่นแนะนำ เพราะเขาอาจหวังดีแต่เขาไม่มีความรู้เรื่องยาและโรคที่เราเป็น จึงอาจเป็นอันตรายกับเราได้ 

Q : ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้ alprazolam สามารถนำใบสั่งยาจากแพทย์ไปซื้อยาที่ร้านขายยาได้หรือไม่

A : ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2556 เป็นต้นไป alprazolam ถูกยกระดับการควบคุมให้เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 ประชาชนที่มีความจำเป็นต้องใช้ ต้องไปพบแพทย์และรับยาตามคำสั่งแพทย์ในสถานพยาบาลเท่านั้น

Q : ประชาชนสามารถครอบครอง alprazolam ได้หรือไม่

A : ประชาชนสามารถครอบครอง alprazolam ได้เพื่อใช้ในการรักษาตนเองตามเอกสารหลักฐานที่แสดงว่าเป็นการครอบครองยาดังกล่าวโดยคำสั่งแพทย์ เช่น ใบรับรองแพทย์ ใบสั่งยา หรือเอกสารกำกับบนซองยา ซึ่งแสดงชื่อและที่อยู่ของสถานพยาบาลที่สั่งจ่าย และชื่อของคนไข้ เป็นต้น

Q : คลังเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลางอยู่ที่ไหน มีการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างไร

A : คลังยาเสพติดให้โทษของกลางของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยควบคุมดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ภายในคลังยาเสพติดให้โทษของกลางมีระบบป้องกันความปลอดภัยอย่างเข้มแข็ง ก่อนการเปิดคลัง ฯ ในแต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้กุญแจอย่างน้อย 4 ดอก และมีรหัสสัญญาณในแต่ละแห่ง เจ้าหน้าที่ผู้ทราบรหัสสัญญาณกับเจ้าหน้าที่ผู้ถือกุญแจแต่ละดอกแต่งตั้งโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่ใช่บุคคลคนเดียวกัน การเปิดรหัสสัญญาณ หากรหัสไม่ถูกต้องจะมีสัญญาณเตือนไปยังสถานีตำรวจอำเภอเมืองนนทบุรี สถานีตำรวจ 191 โดยอัตโนมัติทันที

Q : ยาเสพติดเหล่านี้จะถูกทำลายทั้งหมดใช่หรือไม่ รวมถึง ประเด็นข่าวที่มีคนลักลอบนำยาเสพติดที่เผาไหม้จนเป็นขี้เถ้าแล้ว บริเวณผนังเตาเผาไปขายให้แก่ผู้เสพนั้นจริงหรือไม่ และขี้เถ้ายังมีฤทธิ์ของยาเสพติดอยู่หรือไม่

A : ยาเสพติดที่เก็บไว้ในคลังยาเสพติดจะถูกทำลายทั้งหมด ยกเว้นบางกรณีอาจมีการนำไปใช้ประโยชน์ทางราชการ หรือเพื่องานวิจัย เช่น นำไปเพื่อใช้ฝึกสุนัขตำรวจ หรือ สุนัขทหาร ที่ใช้ในการตรวจค้นยาเสพติด เป็นต้นโดยยาเสพติดที่นำไปเผาทำลายแต่ละครั้ง จะถูกทำลายจนหมดสภาพหรือฤทธิ์ของสารเสพติด  เนื่องจากเผาที่อุณหภูมิสูงกว่า 8500C หลังจากการเผาทำลาย 24 ชั่วโมง (รอให้อุณหภูมิในเตาเผาลดลง) คณะทำงานรักษาความปลอดภัยฯ จะไปทำการสุ่มตัวอย่างเถ้าในเตาเผา เพื่อตรวจวิเคราะห์ว่ามียาเสพติดเหลืออยู่หรือไม่ ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ผ่านมาทุกครั้ง  ไม่พบสารเสพติดเหลืออยู่ แต่จากประเด็นข่าวที่มีผู้ลักลอบขูดขี้เถ้าไปขายจนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้นั้น อาจเป็นไปได้ที่ขี้เถ้าถูกนำไปผสมกับยาเสพติดอื่นเพื่อหลอกขายให้แก่ผู้เสพยาที่ต้องการลองของแปลกใหม่ และจากการทดสอบของ สำนักงาน ป.ป.ส. และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ไม่พบสารเสพติดเหลืออยู่ในขี้เถ้าของกลางแต่อย่างใด

Q : ยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีที่จับกุมได้ สามารถนำมาเวียนขายใหม่ได้หรือไม่

A : การนำยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีมาเวียนขายใหม่ ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการอย่างรัดกุม ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจับยึดและตรวจพิสูจน์ พ.ศ. 2537 ซึ่งได้กำหนดกรอบให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของกลางอย่างรัดกุม จนกระทั่งส่งมาเก็บรักษาที่ อย. ตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการเก็บรักษายาเสพติดให้โทษของกลาง พ.ศ. 2541

Q : วัตถุอันตรายที่ใชในบานเรือนหรือทางสาธารณสุขหมายถึงอะไร

A : วัตถุอันตรายที่ใชในบานเรือนหรือทางสาธารณสุข หมายถึง วัตถุอันตรายตามประกาศว่าดวยบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ภายใต้พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งสวนใหญ่เปนผลิตภัณฑที่ใชในบ้านเรือน โดยอาจแบงเปน 4 กลุมใหญ ๆ ดังนี้

1. ผลิตภัณฑปองกันกําจัดแมลงและสัตวฟนแทะในบานเรือน

2. ผลิตภัณฑทําความสะอาดพื้นผิวและวัสดุตางๆ เชน ผลิตภัณฑทําความสะอาดพื้น  ผลิตภัณฑลางหองน้ำทําความสะอาดสุขภัณฑ์ ลางจานลางรถ เช็ดกระจก เปนตน

3. ผลิตภัณฑฆาเชื้อโรค เชน สเปรยฆาเชื้อโรค ผลิตภัณฑทําความสะอาดและฆาเชื้อโรคตามพื้นผิววัสดุตางๆ

4. ผลิตภัณฑอุปโภคอื่น เชน ผลิตภัณฑแกไขการอุดตันของทอหรือทางระบายสิ่งปฏิกูล ผลิตภัณฑกาว Alkyl cyanoacrylate

Q : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีการกำกับดูแลวัตถุอันตรายที่ใช้ในบ้านเรือนหรือทางสาธารณสุขอย่างไร

A : การดําเนินงานกํากับดูแลวัตถุอันตรายมีวัตถุประสงคเพื่อใหผูบริโภคไดใชผลิตภัณฑที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย จึงตองมีการกํากับดูแลวัตถุอันตรายทั้งกอนและหลังออกสูตลาด

การกํากับดูแลวัตถุอันตรายก่อนออกสูตลาด เปนการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑกอนการอนุญาตใหวางจําหนายในทองตลาด โดยการกําหนดใหผูประกอบการตองมาขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์และขออนุญาต (กรณีวัตถุอันตรายชนิดที่ 3) หรือขอขึ้นทะเบียนและแจ้งการดำเนินการ (กรณีวัตถุอันตรายชนิดที่ 2) หรือแจงขอมูลขอเท็จจริง (กรณีวัตถุอันตรายชนิดที่ 1)

การกํากับดูแลวัตถุอันตรายหลังออกสูตลาดเปนการติดตามเฝาระวังการกระทําที่ฝาฝนกฎหมาย ไดแก การตรวจสอบสถานที่ประกอบการ การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบฉลากและการเฝาระวังการโฆษณา โดยในแตละปจะมีการจัดทําแผนการดําเนินงานติดตามเฝาระวังตอเนื่องทุกปี