ถาม-ตอบ
 
พบทั้งหมด 101 รายการ
Q : การเลือกซื้อผลิตภัณฑวัตถุอันตรายที่ใชในบานเรือนควรพิจารณาอะไรบ้าง

A :  1. เลือกซื้อผลิตภัณฑที่มีฉลากและแสดงขอความครบถวนโดยเฉพาะภาษาไทย เชน วิธีใช  การเก็บรักษา  คําเตือน  การแกพิษเบื้องตน ชื่อที่อยู่ผูผลิตหรือผูนําเขา เลขทะเบียนวัตถุอันตราย (วอส ... / ปี พ.ศ. ....) ในกรอบเครื่องหมาย อย. (กรณีที่เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 2 และชนิดที่ 3)  หรือเลขที่รับแจ้ง (วอส ... / ปี พ.ศ…..) (กรณีที่เป็นวัตถุอันตราย ชนิดที่ 1)

2. เลือกผลิตภัณฑที่มีภาชนะบรรจุอยูในสภาพเรียบรอย ไมมีรอยรั่วซึม ใชไดสะดวก ผลิตภัณฑฉีดพ่นไม่ควรมีของเหลวซึมบริเวณที่กดหัวฉีด

3. เลือกใชผลิตภัณฑรูปแบบสเปรยฉีดพนเทาที่จําเปน เพราะละอองฝอยทําให้เรามีโอกาสไดรับสารทางการหายใจ หรือทางผิวหนังไดมากขึ้น เวลาใชตองปฏิบัติตามคําแนะนําบนฉลากโดยเครงครัด

4. พึงระวังคำโฆษณาวา “ปลอดภัย” หรือ “ไม่เปนพิษ”เพราะสารเคมีทุกตัวกอใหเกิดอันตรายได้หากใชโดยขาดความระมัดระวัง ความเปนอันตรายจะมากนอยแตกตางกันออกไปตามชนิดของสาร

Q : การเลือกใช้บริการจากบริษัทกำจัดแมลงและสัตว์อื่น เช่น กำจัดปลวก แมลง หนู มีแนวทางในการพิจารณาอย่างไรบ้าง

A : ในการเลือกใช้บริการบริษัทกำจัดแมลงและสัตว์อื่น ขอให้พิจารณาดังนี้

1. ขอดูเอกสารจากผู้ประกอบการที่แสดงว่าเป็นผู้ได้รับอนุญาตมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 หรือใบรับแจ้งการดำเนินการวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งจะทำให้ทราบถึงชื่อ  ที่ตั้ง  ผู้ให้บริการ  และต้องมีชื่อผู้ควบคุมการใช้วัตถุอันตราย  รวมถึงรายชื่อวัตถุอันตรายที่ได้รับอนุญาตให้นำไปใช้ในการให้บริการอย่างถูกต้อง

2. ขอเอกสารหนังสือสัญญาการให้บริการ ผู้ให้บริการต้องทำสัญญาการให้บริการเป็นลายลักษณ์อักษร  ที่มีการระบุรายละเอียดสารเคมีวัตถุอันตรายที่ใช้ เช่น คำเตือน อาการเกิดพิษ วิธีแก้พิษ เอกสารคำแนะนำความปลอดภัย

3. ให้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ต้องติดฉลากและต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ฉลากมีข้อความแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน

4. สังเกตการปฏิบัติงานว่ามีการใช้ผลิตภัณฑ์ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้ตามที่ระบุไว้บนฉลาก ทั้งแมลงเป้าหมาย อัตราส่วนผสมการใช้งาน  เครื่องมือ  วิธีการที่ถูกต้อง

Q : ผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุง หรือทรายอะเบท มีวิธีการใช้อย่างไร

A : ผลิตภัณฑ์กำจัดลูกน้ำยุง มีลักษณะเป็นทรายเคลือบด้วยสารเทมีฟอส หรือที่รู้จักทั่วไปในชื่อ ทรายอะเบท ซึ่งเป็นชื่อการค้าหนึ่งของทรายเทมีฟอส วิธีการใช้ คือ ใส่ผลิตภัณฑ์ลงในภาชนะบรรจุน้ำที่ไม่สามารถปิดฝาหรือเปลี่ยนน้ำได้ ในอัตราส่วน ทรายเทมีฟอส 1% จำนวน 1 กรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร หรือ 2 ช้อนชา ต่อน้ำ 140 ลิตร กรณีภาชนะขนาดเล็ก เช่น แจกัน ขารองตู้กันมด ให้ใช้ 1/10 ช้อนชา การเลือกซื้อหรือเลือกใช้ ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา บนฉลากมีการแสดงเลขทะเบียนวัตถุอันตราย (วอส ... / ปี พ.ศ. ....) ในกรอบเครื่องหมาย อย. และเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ผลิต

Q : ผลิตภัณฑ์ซักผ้าและผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มจัดเป็นวัตถุอันตรายในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือไม่

A : ผลิตภัณฑ์ซักผ้า หากเป็นผงซักฟอกจะอยู่ในการควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ผงซักฟอกจึงไม่อยู่ในการกำกับดูแลของ อย. แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าในรูปแบบของเหลว หรือเป็นผลิตภัณฑ์ซักผ้าขาว จะจัดเป็นวัตถุอันตรายในการกำกับดูแลของ อย.

ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม โดยทั่วไปไม่จัดเป็นวัตถุอันตราย เนื่องจากไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อโรค แต่หากผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่มมีการกล่าวอ้างสรรพคุณในการฆ่าเชื้อโรค (หรือทำความสะอาด) ร่วมด้วย จะจัดเป็นวัตถุอันตรายในการกำกับดูแลของ อย.

Q : ผลิตภัณฑ์ฉีดพ่นกำจัดยุง ใช้อย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัย

A :  1) ใช้ผลิตภัณฑ์เท่าที่จำเป็น ไม่พร่ำเพรื่อ

2) เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากและผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และมีการแสดงเลขทะเบียน วอส. ในกรอบเครื่องหมาย อย. บนฉลากของผลิตภัณฑ์ โดยปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากหรือใบแทรกให้เข้าใจก่อนใช้

3) ห้ามนำวัตถุอันตรายที่ใช้ทางการเกษตรมาใช้กำจัดแมลงในบ้านเรือน เพราะอาจไม่ได้ผลและทำให้เกิดอันตรายต่อคนและสัตว์เลี้ยงได้

4) อย่าฉีดพ่นในที่ที่มีอาหาร น้ำ เครื่องดื่มวางอยู่ เพราะจะทำให้ปนเปื้อนได้ และไม่ควรฉีดพ่นในห้องที่มีเด็กอ่อนหรือผู้ป่วย

5) กรณีฉีดแมลงบิน เช่น ยุง ก่อนใช้ให้คนและสัตว์เลี้ยงออกจากห้องนั้นก่อน แล้วปิดประตูหน้าต่างให้เรียบร้อย ในการฉีดพ่นให้ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก เขย่ากระป๋องเล็กน้อยแล้วฉีดขึ้นข้างบนห้องทั้ง 4 ด้าน ปิดประตูประมาณ 15-20 นาที จึงเปิดระบายอากาศ กรณีฉีดนอกห้องหรือที่โล่ง ให้ฉีดขณะที่ลมสงบ

6) ล้างมือหลังจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ฉีดพ่นทุกครั้ง

7) เก็บผลิตภัณฑ์วัตถุอันตรายให้พ้นมือเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟและความร้อน ถ้าใช้หมดแล้ว ห้ามทิ้งลงแม่น้ำ คู คลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณะ และห้ามเผาทำลาย ควรแยกทิ้งในที่ทิ้งขยะให้เรียบร้อย

Q : ผลิตภัณฑ์ไล่ยุงประเภททาหรือฉีดพ่นผิวหนัง ใช้อย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัย

A :  1) อ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีใช้ คำแนะนำ และคำเตือนอย่างเคร่งครัด

2) ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปแบบแป้งหรือโลชั่น ห้ามนำไปทาแทนแป้งหรือโลชั่นทั่วไป ควรทาเมื่อต้องการใช้ป้องกันยุง และระวังมิให้เด็กนำไปทาเล่น

3) ควรทาเมื่อจำเป็น อย่าใช้ติดต่อกันเป็นประจำ

4) อย่าทาบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน เช่น บริเวณใกล้ตา ริมฝีปาก เปลือกตา รักแร้ หรือบริเวณแผล

5) ภายหลังใช้ผลิตภัณฑ์ หากต้องการหยิบจับอาหาร ควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน

6) เก็บผลิตภัณฑ์ให้มิดชิด ห่างจากเด็ก อาหารและสัตว์เลี้ยง หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยน้ำมันตะไคร้หอม ควรปิดฝาให้สนิท อย่าให้ถูกแสงแดด เปลวไฟหรือความร้อน 

Q : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสามารถรักษาโรคตามที่อวดอ้างสรรพคุณได้จริงหรือไม่

A : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรคและไม่สามารถรักษาโรคได้

Q : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผลิตภัณฑ์กาแฟสามารถลดน้ำหนักได้ตามที่มีการโฆษณาจริงหรือไม่

A : ที่มีการโฆษณาว่าใส่สารสกัดต่าง ๆ แล้วทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผลิตภัณฑ์กาแฟสามารถลดความอ้วนได้ ไม่เป็นความจริง เพราะสารสกัดเหล่านั้นเป็นส่วนผสมเพียงเล็กน้อยที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผลิตภัณฑ์กาแฟ โดยไม่มีข้อมูลทางวิชาการหรือการศึกษาวิจัยที่น่าเชื่อถือยืนยันว่า ส่วนผสมต่าง ๆ เช่น     ไฟเบอร์ แอลคาร์นิทีน จะทำให้ผู้บริโภคน้ำหนักลดลง นอกจากนี้ บางผลิตภัณฑ์อาจลักลอบใส่ยาไซบูทรามีน ซึ่งเป็นยาที่ อย. ได้เพิกถอนทะเบียนแล้ว เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงในผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด และยังมีผลข้างเคียงสูง โดยผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง และหัวใจเต้นเร็ว ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้แก่ ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ ท้องผูก เป็นต้น อีกทั้งมีบางผลิตภัณฑ์ลักลอบผสมยาเฟนฟลูรามีน ซึ่งเป็นยาที่ถูกเพิกถอนทะเบียนตำรับยาเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะผิดปกติของลิ้นหัวใจ ทำให้เกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

Q : เครื่องดื่มน้ำผลไม้ สามารถรักษาโรคได้ตามที่อวดอ้างสรรพคุณจริงหรือไม่

A : เครื่องดื่มเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการรักษาโรคและไม่สามารถรักษาโรคได้ 

Q : ควรจะเลือกซื้อน้ำมันปรุงอาหารอย่างไรให้เหมาะกับการทอด

A : น้ำมันที่เหมาะกับการทอดต้องเป็นน้ำมันที่ทนความร้อนสูง เนื่องจากการทอดใช้อุณหภูมิสูง และระยะเวลานาน ดังนั้นน้ำมันที่เหมาะสมกับการทอด คือน้ำมันปาล์มโอเลอิน น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

Q : ถ้าต้องการจะเลือกน้ำมันปรุงอาหารสำหรับผัด ควรเลือกอย่างไร

A : ควรเลือกน้ำมันปรุงอาหารจากหลายแหล่ง ทำให้ได้กรดไขมันที่หลากหลาย รวมทั้งกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกายด้วย จึงควรหมุนเวียนบริโภคน้ำมันพืชปรุงอาหารชนิดต่าง ๆ ไม่จำกัดเพียงชนิดเดียว เช่น น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันมะกอก สลับกับน้ำมันถั่วเหลือง และหลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันจากไขสัตว์อื่น ๆ เพราะมีโคเลสเตอรอลสูง

Q : จะทราบได้อย่างไรว่าน้ำมันที่ทอดอยู่เสื่อมสภาพแล้วหรือยัง

A : 1. สังเกตจากลักษณะทางกายภาพของน้ำมัน คือ สีของน้ำมันจะมีสีคล้ำ มีลักษณะข้นหนืดผิดปกติ มีกลิ่นเหม็นหืน เกิดฟอง และเกิดควันมากขณะทอด

      2. วัดค่าทางเคมี คือ ทดสอบหาค่าสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำ โดยน้ำมันที่สามารถใช้ได้ต้องมีค่าสารโพลาร์ไม่เกินร้อยละ 25 (ขณะนี้มีชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถหาซื้อชุดทดสอบได้ที่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกแห่ง โทร 0 2589 9850  0 2589 0022)

Q : สารโพลาร์ คืออะไร และมีอันตรายอย่างไร

A : สารโพลาร์ คือสารที่เกิดขึ้นในน้ำมันที่ผ่านการทอดซ้ำหลายครั้งจนเสื่อมสภาพ โดยสารโพลาร์จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมีการใช้น้ำมันทอดซ้ำหลายครั้ง ทั้งนี้ สารโพลาร์เป็นสารที่มีผลต่อการเกิดโรคมะเร็ง ดังนั้น การใช้น้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมสภาพแล้ว จึงเสี่ยงต่อการที่จะได้รับสารก่อมะเร็ง

Q : น้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพมีอันตรายต่อผู้บริโภค และผู้ปรุงอาหาร อย่างไรบ้าง

A : ผู้บริโภค : การบริโภคอาหารที่ปรุงจากน้ำมันทอดซ้ำจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด และโรคหัวใจ

 ผู้ปรุงอาหาร : การสูดดมไอระเหยของน้ำมันทอดซ้ำเป็นระยะเวลานาน จะเสี่ยงต่อการเกิดโรค มะเร็งปอด

Q : ถ้าเติมน้ำมันใหม่ลงในน้ำมันเก่าที่เสื่อมสภาพได้หรือไม่

A : ไม่ได้ เพราะจะทำให้น้ำมันใหม่ที่เติมลงไป เสื่อมสภาพเร็วขึ้น มีการเข้าใจผิด ๆ ว่าการเติมน้ำมันใหม่ลงในน้ำมันเก่าจะช่วยลดปริมาณสารโพลาร์ได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจที่ผิด นอกจากจะไม่ช่วยลดปริมาณสารโพลาร์แล้ว ยังเร่งการเสื่อมของน้ำมันใหม่ที่เติมลงไปด้วย

Q : น้ำมันที่ใช้ทอดอาหาร ควรใช้ไม่เกินกี่ครั้ง

A : หากเป็นการปรุงอาหารเพื่อบริโภคในครัวเรือน การใช้น้ำมันทอดซ้ำ 2-3 ครั้ง ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ในร้านอาหารจานด่วน อาหารทอดในตลาดหรือริมถนน พ่อค้าแม่ค้าต้องเฝ้าระวังด้วยตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันที่เสื่อมสภาพ และมีสารโพลาร์เกินร้อยละ 25                  

การหารอบระยะการเปลี่ยนน้ำมันด้วยตนเอง สามารถใช้ชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อหาระยะเวลาการเปลี่ยนน้ำมันของแต่ละร้านได้เอง ซึ่งใช้ง่าย และสามารถทราบผลได้เลย ไม่ต้องใช้เวลานาน โดยน้ำมันที่สามารถใช้ได้ต้องมีสารโพลาร์ไม่เกินร้อยละ 25 หากเกิน แสดงว่าต้องเปลี่ยนน้ำมันใหม่แล้ว 

Q : น้ำมันที่ใช้แล้ว 1 ครั้ง ที่ยังไม่เสื่อมสภาพ และจะนำกลับมาใช้ใหม่ ควรจะเก็บรักษาอย่างไร

A : ควรกรองเศษอาหารที่อยู่ในน้ำมันออกก่อน แล้วเก็บในภาชนะสแตนเลสหรือแก้ว ปิดฝาให้สนิท และเก็บในที่เย็น ไม่ให้โดนแสง

Q : ควรทำอย่างไรกับน้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมสภาพแล้ว

A : 1. เก็บรวบรวมน้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมสภาพแล้ว ขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าที่มารับซื้อน้ำมันเก่า แต่ต้องทราบจุดประสงค์ว่าเอาไปทำอะไร หากนำไปทำให้ใสแล้วกลับมาขายหรือนำมาใช้ใหม่ ไม่ควรขายให้กับกลุ่มนั้น

     2. นำมาผลิตเป็นไบโอดีเซลใช้ในครัวเรือน

     3. นำมาผลิตเป็นสบู่ใช้ในครัวเรือน

Q : ถ้าเจอร้านค้าที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพปรุงอาหาร มีกฎหมายที่จะเอาผิดกับร้านค้านั้นได้หรือไม่

A : ปัจจุบันมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 347) พ.ศ. 2555 กำหนดให้พ่อค้าแม่ค้าผู้ประกอบอาหารที่ใช้น้ำมันในการทอด ทา ผัด ผสม หรือใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ต้องใช้น้ำมันที่มีสาร โพลาร์ไม่เกินร้อยละ 25 หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

Q : น้ำดื่มจากตู้น้ำดื่มอัตโนมัติมีความปลอดภัยหรือไม่

A : จากผลการตรวจคุณภาพน้ำจากตู้หยอดเหรียญ ในปี 2555 พบว่ารายการที่ไม่ผ่านมาตรฐานมากที่สุดคือ  -  น้ำมีค่าความเป็นกรดเพิ่มมากขึ้น

     -  ค่าความกระด้าง (Hardness) หรือ ปริมาณหินปูนในน้ำ น้ำที่มีความกระด้างสูง เมื่อนำไปต้มจะทำให้ภาชนะที่ใส่น้ำเกิดเป็นคราบตะกรันขึ้นได้

     -  พบเชื้อโคลิฟอร์ม และ E.coli ซึ่งการพบเชื้อนี้ บ่งบอกถึงสุขาภิบาลอาหาร และน้ำ ให้เห็นถึงความไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะ และอาจมีการปนเปื้อนของอุจจาระของคน หรือสัตว์เลือดอุ่น