ถาม-ตอบ
 
พบทั้งหมด 101 รายการ
Q : ปัจจัยเสี่ยงจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ มีอะไรบ้าง

A : ปัจจัยแรก น้ำที่ใช้ในการผลิต หรือน้ำดิบ ส่วนใหญ่น้ำดื่มหยอดเหรียญจะใช้น้ำประปาเป็นน้ำดิบ ซึ่งน้ำประปา มีปริมาณของคลอรีนในน้ำสูง ซึ่งเป็นอันตราย เนื่องจากในการผลิตน้ำโดยใช้ระบบ R.O. คลอรีนในน้ำประปาจะไปทำให้เยื่อกรอง “Membrane” (เมมเบรน) ฉีกขาด ไม่สามารถกรองสิ่งสกปรกหรือเชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้นการใช้น้ำประปาเป็นน้ำดิบ ที่ผ่านระบบ R.O. จึงต้องผ่านไส้กรองคาร์บอน เพื่อกำจัดคลอรีนในน้ำออกไปก่อนการผ่านเข้าในระบบ R.O. 

ปัจจัยที่สอง การดูแลบำรุงรักษาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ การผลิตน้ำโดยใช้ระบบ R.O. ต้องกรองผ่านเมมเบรน และเมื่อมีการกรองน้ำมากขึ้น จะมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคสะสมที่เมมเบรน ทำให้เกิดการอุดตัน จึงต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาด หากปล่อยให้เมมเบรนอุดตัน ไม่มีการล้างทำความสะอาด จะทำให้เมมเบรนแตก และไม่สามารถกรองสิ่งสกปรกในน้ำได้ ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญหรือเจ้าของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ควรมีการดูแล บำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ปัจจัยสุดท้าย คือ ภาชนะบรรจุที่ผู้บริโภคนำมาบรรจุใส่น้ำ ต้องผ่านการล้างทำความสะอาดอย่างเพียงพอ เพื่อความมั่นใจว่าภาชนะสะอาดพอที่จะบรรจุน้ำดื่ม 

Q : หน่วยงานใดบ้างที่มีความเกี่ยวข้องกับตู้น้ำหยอดเหรียญ

A : การขออนุญาตประกอบกิจการตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

          หน่วยงานรับผิดชอบ : กรุงเทพมหานคร/เมืองพัทยา/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล                   

          การกำหนดคุณภาพตู้น้ำหยอดเหรียญและอุปกรณ์

                   หน่วยงานรับผิดชอบ : สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

การแสดงฉลากของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

                   หน่วยงานรับผิดชอบ : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

กำหนดคุณภาพน้ำบริโภคจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

                    หน่วยงานรับผิดชอบ : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

          การเฝ้าระวังและตรวจติดตาม

หน่วยงานรับผิดชอบ : กรุงเทพมหานคร/เมืองพัทยา/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น /สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  

          การบำรุงรักษา

หน่วยงานรับผิดชอบ : ผู้จำหน่ายน้ำ(เจ้าของตู้) /บริษัทผู้ผลิตตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ

Q : ผู้บริโภคมีวิธีการสังเกตเพื่อตัดสินใจเลือกใช้บริการตู้น้ำดื่มอัตโนมัติ อย่างไรบ้าง

A : 1. สังเกตฉลากที่ติดบนตู้น้ำ (ฉลาก สคบ.) โดยจะต้องแสดงฉลากที่มีเนื้อหาครอบคลุมตามที่ สคบ.กำหนด ได้แก่ ข้อแนะนำในการใช้น้ำดื่มอัตโนมัติ ระบุวัน เดือน ปี ที่เปลี่ยนไส้กรองแต่ละชนิด คำเตือนที่ระบุว่า “ระวังอันตราย หากไม่ตรวจสอบวัน เดือน ปี ที่เปลี่ยนไส้กรอง และตรวจสอบคุณภาพน้ำ” เป็นต้น

2. การสังเกตลักษณะภายนอกตู้

2.1 สภาพตู้ – สะอาด ไม่มีฝุ่นผง หรือคราบสกปรก ทำจากวัสดุแข็งแรง ทนทาน ไม่ผุกร่อนเป็นสนิม

2.2 ที่ตั้ง - ติดตั้งในพื้นที่เหมาะสม มีสุขอนามัย ไม่ใกล้ถังขยะหรือสิ่งปฏิกูล อยู่ในที่ร่มไม่มีแสงแดดส่องถึง เพราะแสงแดดจะทำให้เกิดตะไคร่น้ำที่หัวจ่ายน้ำ

2.3 ช่องรับน้ำ – สะอาด มีประตูปิดมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก

2.4 หัวจ่ายน้ำ – ทำจากสแตนเลส ไม่ใช้ท่อพลาสติก หรือสายยางสะอาด ไม่มีสนิมหรือตะไคร่น้ำ

Q : ฉลากที่ติดบนตู้น้ำ ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง

A : ผู้ที่เป็นเจ้าของตู้น้ำ จะต้องแสดงฉลากที่มีเนื้อหา ดังนี้

(1.) ข้อแนะนำในการใช้ ต้องระบุรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้

(1.1) ต้องดูความสะอาดของหัวจ่ายน้ำ

(1.2) ต้องหลีกเลี่ยงการใช้บริการจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอัตโนมัติที่มีลักษณะไม่ถูกสุขอนามัย

(1.3) ต้องใช้ภาชนะที่สะอาดในการบรรจุน้ำ

(1.4) ต้องหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำจากตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอัตโนมัติที่มีสี กลิ่น หรือรสผิดปกติ

(1.5) ไม่ควรนำภาชนะที่เคยบรรจุของเหลวชนิดอื่นมาบรรจุน้ำ

(2.) ระบุวัน เดือน ปี ที่เปลี่ยนไส้กรอง แต่ละชนิด

(3.) คำเตือน ต้องระบุว่า “ระวังอันตราย หากไม่ตรวจสอบวัน เดือน ปีที่เปลี่ยนไส้กรอง

และตรวจสอบคุณภาพน้ำ” ทั้งนี้ ข้อความที่เป็น “คำเตือน” ต้องใช้ตัวอักษรหนาสีแดงขนาดไม่ต่ำกว่า

1 เซนติเมตร บนพื้นสีขาว

โดยข้อความที่เป็นข้อแนะนำใน (1) การระบุข้อมูลใน (2) และคำเตือนใน (3) ต้องแสดงไว้

ที่ด้านหน้าของตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญอัตโนมัติ ในลักษณะคงทนถาวรที่สามารถเห็นและอ่านได้อย่างชัดเจน

Q : วิธีสังเกตลักษณะของน้ำดื่มที่เหมาะสมต่อการบริโภค

A : ลักษณะของน้ำที่กดออกมาจากตู้น้ำอัตโนมัติ ต้องใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีตะกอนและรสชาติ ไม่ผิดปกติจากที่เคยใช้ประจำ หากพบความผิดปกติให้แจ้งผู้ดูแลตู้ หรือเปลี่ยนตู้ใหม่

Q : ผู้ใช้บริการมีวิธีการเตรียมภาชนะบรรจุน้ำตู้หยอดเหรียญ ให้สะอาดปลอดภัยได้อย่างไร

A : ภาชนะที่นำมาบรรจุน้ำ ก่อนนำมาบรรจุน้ำทุกครั้ง ต้องล้างให้สะอาด อย่าใช้แปรงแข็งขัดถู เพราะจะทำให้เกิดรอยขีดข่วนซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค ก่อนเติมน้ำให้กดน้ำจากตู้ปริมาณเล็กน้อยเพื่อเขย่าล้างภาชนะให้ทั่ว แล้วเททิ้ง 1-2 ครั้ง จึงนำไปเติมน้ำ

Q : มีวิธีการตรวจสอบข้าวบรรจุถุงหรือไม่ อย่างไร หรือจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าวถุงนั้นมีความปลอดภัย

A : ในช่วงปี 2556 มีข่าวลือว่ามีการอัดฉีดยากันรากันมอดในข้าวสารหรือข้าวบรรจุถุงทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพนั้น ในเรื่องดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้มีการเก็บตัวอย่างข้าวบรรจุถุงและข้าวที่ตักแบ่งขายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อตรวจวิเคราะห์สารรมตกค้าง หากพบปัญหาจะรีบให้ผู้ประกอบการงดจำหน่ายและเรียกคืนจากร้านค้าทันที ขณะนี้ อย. มีการกำหนดให้สถานที่ผลิตข้าวสารที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายต่อผู้บริโภคต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 342) พ.ศ. 2555 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2555 (สำหรับผู้ประกอบการรายเก่า มีผลบังคับใช้ 7 พฤศจิกายน 2558) ดังนั้น ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าข้าวบรรจุถุงและข้าวที่ตักแบ่งขายมีความปลอดภัยในการบริโภค และสามารถตรวจสอบได้ว่ายี่ห้อใดไม่พบสารตกค้าง หรือพบแต่ไม่เกินเกณฑ์ หรือพบเกินเกณฑ์ ได้ทางเว็บไซต์ www.fda.moph.go.th ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถสังเกตข้อมูลบนฉลากข้าวสารที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่าย เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ / วันเดือนปีที่ผลิต / หรือวันเดือนปีที่หมดอายุ / ข้อมูลสถานที่ผลิตหรือนำเข้า / น้ำหนักสุทธิ และเลข อย. (เลขสารบบในกรอบเครื่องหมาย อย.) เป็นต้น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ

Q : การโฆษณาเครื่องมือแพทย์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจาก อย. มีความผิดหรือไม่

A : ผิด ต้องได้รับโทษตามมาตรา 116 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Q : การขอใบแทนหนังสือรับรองประกอบนำเข้าเครื่องมือแพทย์ ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง

A : 1) ใบควบคุมกระบวนงาน แบบตรวจรับคำขอ และแบบลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
2) สำเนาหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่หาย 3 ชุด (กรณีมีสำเนาเอกสารอยู่)
3) สำเนาหนังสือรับรองจดทะเบียนพาณิชย์ จากกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงวัตถุประสงค์และออกมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องโดยผู้มีอำนาจ
4) หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจกับผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
5) สำเนาเอกสารใบจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
6) ใบรับแจ้งความว่าหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ของสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่หนังสือรับรองการนำเข้า ฯ สูญหาย
หมายเหตุ : รายละเอียดตามแบบตรวจรับคำขอหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์

Q : การยื่นขออนุญาตนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ยุ่งยากหรือไม่

A : หากมีการเตรียมเอกสารให้พร้อมและปฏิบัติตามขั้นตอนก็จะยื่นขออนุญาตได้ง่ายและรวดเร็ว ดังนี้
1) ใบควบคุมกระบวนงาน แบบตรวจรับคำขอ และแบบลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
2) หนังสือของผู้นำเข้า ขอให้พิจารณาหนังสือรับรองการขาย
3) หนังสือรับรองการขาย พร้อมสำเนา 2 ชุด
4) สำเนาหนังสือรับรองจดทะเบียนพาณิชย์ จากกระทรวงพาณิชย์ที่แสดงวัตถุประสงค์และออกมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้องโดยผู้มีอำนาจ
5) หนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจกับผู้รับมอบอำนาจ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
6) แคตตาล็อกหรือฉลาก
7) สำเนาเอกสารใบจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
หมายเหตุ : รายละเอียดตามแบบตรวจรับคำขอหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์

Q : หนังสือรับรองการขายบางประเทศ เช่น SWEDEN มักระบุข้อความ “* Manufacturer” ซึ่งเป็นการชี้บ่งให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าเป็น Legal Manufacturer หรือ Physical Manufacturer จะสามารถหา เอกสารใด ๆ เพิ่มเติมเพื่อการพิจารณาต่อไป

A : 1) ให้หน่วยงานรัฐ, Chamber of commerce หรือ Association ออกหนังสือชี้แจง ถึงหนังสือรับรองการขาย โดยอ้างอิงเลขที่หนังสือเพื่อชี้แจงว่า Physical Manufacturer หรือ Plant คือ สถานที่ใด และที่อยู่ใด จากนั้นนำไปผ่านการรับรองโดยสถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ
2) หากไม่สามารถหาหน่วยงานรัฐปฏิบัติได้ ให้บริษัทผู้ผลิตออกจดหมายเองได้ แต่ต้องมีหน่วยงานรัฐ หรือ Chamber of commerce หรือ Association ทำคำรับรองว่า “Certified true and correct content” จากนั้นนำไปผ่านการรับรองโดยสถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ

Q : กรณีใน CFS ไม่ระบุภาวะขายได้ในประเทศผู้ผลิต ต้องทำอย่างไร

A : ให้หน่วยงานรัฐชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องการขายหรือขอ CFS ใหม่ที่ระบุการขาย หรือใช้หนังสือ รับรองการขายจากประเทศอื่นมาใช้ประกอบ, ไม่สามารถให้ Chamber of commerce หรือ Association ในประเทศผู้ผลิตทำหนังสือชี้แจงว่าสินค้านี้ขายได้ในประเทศนั้น ๆ

Q : การจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต หรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ สามารถดำเนินการได้ที่ใดบ้าง

A : ที่กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ ชั้น 4 ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

Q : การจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต หรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง

A : ผู้ประกอบการสามารถ Download ได้ที่ www.fda.moph.go.th->เกี่ยวกับเรา->หน่วยงานภายใน->กองควบคุมเครื่องมือแพทย์->การขออนุญาต->คู่มือการขออนุญาต->คำแนะนำการจดทะเบียนสถานประกอบการ

Q : แบบฟอร์มต่าง ๆ ใช้กรณีใดบ้าง

A : สถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์
- ขอจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์->แบบ ส.ผ.1
- ต่ออายุใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์->แบบ ส.ผ.2
- ต้องการย้ายสถานที่ผลิต หรือเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์->ส.ผ.3
- ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนแผนผังของสถานที่ผลิต->ส.ผ.3 หรือเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์
- เพิ่มเติมขอบข่าย/ เปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินกิจการ->ส.ผ.4
- เปลี่ยนแปลงเลขที่/ ชื่อถนน/ แขวง/ เขต/ รหัสไปรษณีย์ ->ส.ผ.4 หมายเลขโทรศัพท์/ หมายเลขโทรสาร (กรณีสถานที่ตั้งอยู่ที่เดิม)
- ใบจดทะเบียนสถานประกอบการชำรุด/ หาย ต้องการขอรับใบแทน->ส.ผ.5
• สถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์
- ขอจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์->แบบ ส.น.1
- ต่ออายุใบจดทะเบียนสถานประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์->แบบ ส.น.2
- ต้องการย้ายสถานที่นำเข้า หรือเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์->ส.น.3
- ต้องการเปลี่ยนแปลงแบบแปลนแผนผังของสถานที่นำเข้า->ส.น.3 หรือเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์
- เพิ่มเติมขอบข่าย/ เปลี่ยนแปลงผู้ดำเนินกิจการ->ส.น.4
- เปลี่ยนแปลงเลขที่/ชื่อถนน/แขวง/เขต/รหัสไปรษณีย์ ->ส.น.4 หมายเลขโทรศัพท์/หมายเลขโทรสาร (กรณีสถานที่ตั้งอยู่ที่เดิม)
- ใบจดทะเบียนสถานประกอบการชำรุด/ หาย ต้องการขอรับใบแทน->ส.น.5

Q : การจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต หรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

A : ค่าธรรมเนียมคำขอจดทะเบียนสถานประกอบการ ฉบับละ 100 บาท ค่าธรรมเนียมใบจดทะเบียนสถานประกอบการ ฉบับละ 1,000 บาท
สามารถ Download ได้ที่
www.fda.moph.go.th->เกี่ยวกับเรา->หน่วยงานภายใน->กองควบคุมเครื่องมือแพทย์->ข้อมูลกฎหมาย->กฎกระทรวง->กฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2552

Q : อายุของใบจดทะเบียนสถานประกอบการผลิต หรือนำเข้าเครื่องมือแพทย์มีอายุกี่ปี

A : 5 ปี

Q : สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลการจดทะเบียนสถานประกอบการได้อย่างไรบ้าง

A : สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่หมายเลข 0 2590 7148 ติดต่อด้วยตนเองที่กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ ชั้น 4 ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในวันและเวลาราชการ

Q : การยื่นหนังสือรับรองประกอบการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ หาก CFS (Certificate of Free Sale) ไม่ได้ ระบุ Brand สินค้า จะทำอย่างไร

A : 1) ให้หน่วยงานรัฐ, Chamber of commerce หรือ Association เป็นผู้ออกหนังสือชี้แจง โดยอ้างอิงถึง CFS เดิม No.... ลงวันที่ .... ออกโดยหน่วยงาน... อธิบายว่า สินค้าใดบ้างมีชื่อ Brand สินค้าอะไร และนำไปผ่านการรับรองโดยสถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ
2) ถ้าหน่วยงานที่กล่าวมาตามข้อ 1) ไม่สามารถออกหนังสือได้ ให้บริษัทตาม CFS ออกหนังสือชี้แจง โดยอ้างอิงถึง CFS เดิม No.... ลงวันที่ .... ออกโดยหน่วยงาน... อธิบายว่า สินค้าใดบ้างมีชื่อ Brand สินค้าอะไร โดยให้ Chamber of commerce หรือ Association รับรองข้อความ “Certified true and correct content” และนำไปผ่านการรับรองโดยสถานทูตไทยประจำประเทศนั้น ๆ

Q : ถ้าเอกสารยังไม่ผ่านการรับรองจากสถานทูตไทยในประเทศที่ออก CFS ต้องดำเนินการอย่างไร

A : ให้นำไปรับรองโดยสถานทูตของประเทศที่ออกเอกสาร CFS ฉบับนั้น และให้กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศรับรองลายเซ็นในเอกสารด้วย